บทนำ

บทที่1

บทนำ
1.1ความสำคัญของปัญหา
เดี๋ยวนี้ในประเทศไทยมีอาหารฟาสฟู๊ดจากต่างประเทศเข้ามามีบทบาทเยอะมากขึ้นมีมาขายเยอะและอาหารฟาสฟู๊ดยังมีรสชาติที่ดีกว่าผักที่มีรสชาติขมจึงทำให้เด็กไทยไม่ชอบรับประทานผักและ
ที่เด็กไทยไม่นิยมรับประทานผัก เพราะ เด็กอาจจะไม่ได้ถูกฝึกให้รับประทานผักตั้งแต่เล็กๆทำให้โตมารู้สึกว่าผักนั้นไม่น่ารับประทานและมีรสชาติที่ขม หน้าตาสีสันไม่ได้ดึงดูดให้ชวนรับประทาน เหมือนอาหารชนิดอื่นๆและพ่อแม่บ้างท่านชอบตามใจเด็กไม่บังคับให้เด็กกินผัก เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีต้องเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของเด็ก พ่อแม่ชอบให้เด็กรับประทานผักในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เด็กเกิดการเบื่อรสชาติ ทำให้ไม่อยากรับประทานผักอีกและ
อีกเหตุ มีประสบการณ์ฝังใจ... บางครั้งเด็ก ๆ ก็มักมีประสบการณ์ไม่ดีกับผักที่กินเข้าไป เช่น มีอาการสำลัก ติดคอ อาเจียนแล้วมีผักที่กินเข้าไปออกมาให้เห็น เห็นหนอนหรือสิ่งสกปรกติดอยู่ที่ผัก ฯลฯ หลากหลายประสบการณ์เหล่านี้จึงทำให้เด็กไม่ชอบกินผัก
เด็กชอบทานอะไรที่มีรสชาติที่หวาน รับประทานง่ายจึงทำให้ไม่ชอบรับประทานผักที่มีรสชาติขมรับประทานยาก ผักบางชนิดมีกลิ่นฉุนมีสีที่เขียวปี๋ ซึ่งเด็กไม่ชอบ เด็กคิดว่าผักไม่อร่อยมีรสชาติขมเด็กชอบรับประทานขนมมากกว่าผักถ้าเอาผักมาเทียบกับสึ่งอื่นฯ เช่นขนมเด็กไทยจะชอบคิดว่าขนมอร่อยกว่า
ความสำคัญของเด็กไทยไม่กินผักนั้น จะทำให้เด็กไทยป่วยได้ง่าย เพราะปัจจุบันคนไทยหรือเด็กไทยรับประทานผักเฉลี่ยวันละประมาณ 186 กรัมต่อวันเท่านั้น ขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้บริโภครับประทานผักผลไม้วันละประมาณ 400 กรัม ซึ่งเท่ากับว่าคนไทยบริโภคผักผลไม้เพียงประมาณหนึ่งในสามของที่ควรจะได้รับเท่านั้น ซึ่งผักนั้นทำให้เราได้รับ วิตามินและเกลือแร่ และนอกจากนั้นเรายังจะได้ รับเส้นใยอาหารที่ช่วยจับไขมันและสารพิษต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงเช่น มะเร็ง ออกไปจากร่างกาย
1.2จุดประสงค์
1.1เพื่อศึกษาว่าทำไมเด็กไทยจึงไม่ชอบกินผัก
1.2เพื่อให้รู้สาเหตุที่เด็กไทยไม่กินผักและนำไปแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
1.3เพื่อให้รู้เกี่ยวกับปัญหาการไม่กินผัก
สมมติฐาน
1.1เพราะว่าผักอาจจะมีรสชาติที่ขม และสีสันไม่น่ารับประทาน
1.2เพราะมีอาหารฟาสฟู๊ดจากต่างประเทศเข้ามาทำให้เด็กชอบรับประทานมากกว่าผัก
1.3เด็กอาจจะไม่ได้ถูกฝึกให้รับประทานผักตั้งแต่เล็กๆทำให้โตมารู้สึกว่าผักนั้นไม่น่ารับประทานและมี
รสชาติที่ขม
ขอบเขตของการดำเนินงาน
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๒ ปีการศึกษาที่ ๒๕๕๘



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น